個人檔案ผู้หญิงผิวสีมอคค่า相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
ผู้หญิงผิวสีมอคค่าหอม หวาน ขม นม อร่อย |
|||||
|
9月13日 อยากหยุดเวลา...
อยากหยุดเวลา... อยากจะร้องไห้ อยากให้เวลาเดินช้าช้า ขอเพียงให้เวลาพูดจาซักคำ แล้วจะจดจะจำจากวันนี้จนตาย สิ่งที่ใจรู้ดีฉันเองไม่เคยมีใคร รักได้อย่างนี้เช่นเธอ รักอยู่เต็มดวงใจ อยากจะร้องไห้ อยากให้เวลาเดินช้าช้า 6月26日 ช่วงนิยมแต่งงานช่วงนี้คนแต่งงานกันแยะแหะ
พี่แหม่มก็จะแต่งต้นเดือนหน้าเหมือนกัน
เมื่อกี้เพิ่งเข้าไปอ่าน spaces ของเพื่อนเปิ้ล
เพื่อนเปิ้ลเตรียมตัวจะแต่งงาน (อีกคนแล้ว) เร็วๆนี้
เหอๆ ทยอยสละโสดกันทีละคนๆ
แล้วไม่ต้องถามนะว่าเมื่อไหร่จะตาน้องส้มบ้าง
ยังอีกนานนนนนนนนน.. ไม่มีกำหนด
6月23日 ขอบคุณนะคะคุณพ่อเมื่อกี้พ่อโทรมาบอกว่าโอนเงินให้แล้ว.. ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
ขอเงินพ่อไปประมาณ $1000 เป็นค่าเทอม แต่ไม่ต้องรีบส่งหรอก เมื่อไหร่ก็ได้
บอกเมื่อวาน วันนี้พ่อก็ส่งเงินมาให้เลย แล้วยังส่งเกินมาให้หลายเท่าอีก
พ่อคงเป็นกังวลว่าลูกไม่มีเงินใช้ เพราะไม่งั้นลูกคงไม่โทรไปขอ แต่จริงๆลูกมีเงินอยู่นะคะ
แต่ว่าถ้าจ่ายค่าเทอมไปแล้วมันจะเหลือในแบงค์น้อย ลูกกลัวเหตุฉุกเฉิน
เพราะว่าช่วงนี้ลูกทำงานน้อยวัน ตั้งใจจะทำ thesis ให้เสร็จๆ เลยต้องดึงเงินในบัญชีมาใช้
ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ ลูกจะทำงานหนักๆเลยจ้ะ
6月22日 อย่าทำนมหก สิจ๊ะอย่า.. ท้อเมื่อพลาดพลั้ง
ทำ... ความหวังขึ้นมาใหม่
นม... นานสักปานใด
หก... ล้มไปเพียงชั่วคราว
- พระอาจารย์มหาสมปอง -
แบมือขอเงินเมื่อเช้าโทรไปขอเงินพ่อมา หลังจากวางสายแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเลย
ว่าทำไมเราโตขนาดนี้แล้ว ยังต้องรบกวนเงินพ่อแม่อยู่เลย
แล้วทำไม๊ ทำไม?? ทำงานเท่าไหร่ก็เก็บเงินไม่ได้สักที
เอาใหม่ เริ่มต้นเก็บเงินใหม่อีกทีน่า..
6月18日 ความสุขของมะลิ
ชื่อหนังสือ : ความสุขของมะลิ
เรื่องย่อ : นี่คือเรื่องเหมียว ๆ ที่แม้แต่คนไม่รักแมวยังต้องหลงรัก! ‘ต้องการ’ เจ้าของคอลัมน์ Going Places ในนิตยสารอะเดย์
ลืมเขียนถึงหนังสือเล่มนี้เลย อ่านจบนานแล้ว (ใช้เวลาอ่านจบแต่ช่วงเข้าห้องน้ำครั้งเดียว) อ่านจบแล้วนึกถึงไอ้เสือบ้านคุณยาย แต่ก่อนบ้านคุณยายจะมีทั้งแมว หมา ไก่ ของน้าๆ คิดถึงนะ.. จากเด็กผู้หญิงที่แกชอบข่วน
ดูรูปกันดีกว่าเนอะไม่ได้เข้ามานาน ก็ขออัพเดทหลายๆอย่างหน่อยนึง ไม่ว่ากันเนอะ
เอาล่ะ คราวนี้จะเป็นเรื่องของโรงเรียนใหม่ เป็น college เล็กๆที่นึง
น้องส้มจะต้องไปนั่งเรียนที่นี่อาทิตย์ละสองวัน วันละสามชั่วโมง
คนที่ไม่เคยรู้มาก่อนอาจจะงงว่ามันไปทำอะไรที่นี่วะ??
เรื่องของเรื่องก็คือเพื่อให้ได้วีซ่านั่นเองค่ะ
น้องส้ม Leave จากมหาลัยเทอมนึงเพื่อจะทำ Thesis ให้เสร็จ
แต่ที่นี่เค้าจะบังคับให้กลับประเทศตัวเอง ซึ่งน้องส้มทำไม่ได้เพราะต้องเจออาจารย์บ่อยๆ
ก็เลยลงเรียนอะไรถูกๆไป ค่าเรียนก็ตกสามเดือนประมาณพันกว่าดอลล์
ถ้าเทียบกับมหาลัยหกเดือนหนึ่งหมื่นสี่ร้อยดอลล์ค่ะ แม่เจ้า~
ลงทะเบียนแล้วที่นี้ก็ต้องไปเรียนค่ะ เรียนแบบชิวๆ ขำๆ
แบบไปนั่งฟังแล้วก็สอบ สนุกดีเหมือนกันค่ะ วิชาที่เรียนก็เกี่ยวกับ Business ค่ะ
(สามปีก่อนก็เคยไปเรียนอีก college นึงมาเหมือนกัน รอเข้ามหาลัย แต่ตอนนั้นเรียน Human Resource)
เรื่องของเรื่องคือ จะมาโชว์เพื่อนใหม่ที่โรงเรียนค่ะ แค่นั้นเอง
น้องต้อม.. หนุ่มน้อยคนนี้ทำให้ป้าส้มอยากไปเรียนทุกวันเลย น่ารักป่ะล่ะ?
พี่ใหม่.. ย้ายไป Perth แล้วอ่ะ เสียดายจัง
คนที่นั่งหันหลังให้คือ บี.. ย้ายไป Perth กับพี่ใหม่แล้ว
เพื่อนคนนี้ชื่อ ลิน.. เกิดหลังน้องส้มสองวัน (แต่เค้าดูเด็กกว่าส้มเยอะเลยแหะ)
เจ้แกสูงยาวเข่าดีมาก หนุ่มๆติดเพียบ (ออกแนวอิจฉานะเนี่ย)
หน้าชัดๆของบีกัยพี่ใหม่.. ขอให้โชคดีที่ Perth นะจ๊ะ (ขอบคุณสำหรับยาทาเล็บเมื่อวันเกิดด้วย)
พี่ส้ม ผมเป็นคนไม่บ้ากล้องครับ (ยิ้มหวาน ชูสองนิ้ว.. แชะ!!)
พี่ขออีกรูปนะน้อง ก็น้องหน้าตาดีอ่ะ ฮ่าๆๆ ถ่ายไม่ต้องใช้ฝีมือ ขึ้นกล้องอัตโนมัติ
นุ่น.. เป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกน่ารักมากๆอ่ะ อธิบายไม่ถูก
แถมรูปจากคณะ เค้าแต่งห้องโถงได้เรื่อยๆ
คือเปลี่ยนบ่อยมากๆ สักสองสามเดือน บรรยากาศก็จะเปลี่ยนไปอีก
อันนี้ออกแนวนีออนๆ สังเกตจอมอนิเตอร์คอม ใหญ่มากๆๆ แอบเปิดเวบโป๊ไม่ได้เลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆ
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ยาวอีกหน่อยน่า
เพื่อนๆอาจจะยังไม่เห็นลุคใหม่ของน้องส้ม โชว์หน่อยๆ
ตัดผมแล้ว... แก๊แก่ แก่ขึ้นเยอะ แก่ได้อีกนะเนี่ย ป้าที่ไหนเนี่ย??
แต่ว่าชอบค่ะ ผมไม่ค่อยร่วงดี
ส่งท้ายด้วยบรรยากาศยามเย็น อากาศเย็นๆ แดดสวยๆ ชื่นใจก่อนไปทำงาน (ในวันนั้นจ๊ะ ส่วนวันนี้เกเรค่ะ)
เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน
ชื่อเรื่อง : เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน
ผู้แต่ง : ใบพัด
เรื่องย่อ : หนุ่มติ๋มตามล่าหาความคูลไปถึงชมพูทวีปแต่เพียงลำพัง
อ่านจบอีกเรื่องแล้วค่ะ ใช้เวลาแปบเดียว ไม่กี่วัน (ทั้งๆที่อ่านแค่ช่วงเดินทางอยู่บนรถไฟแค่นั้นเอง)
จริงๆแล้วอินเดียเป็นประเทศในฝันประเทศหนึ่งเลยที่ชีวิตนี้ต้องพาพ่อแม่ไปเที่ยวให้ได้
ลักษณะการไปของเราก็จะไปทัวร์ทำบุญ ตามรอยพระพุทธเจ้าประมาณนั้น
แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ทำให้สองจิตสองใจจริงๆว่าจะไปดีมั้ยว้า?
ทำไมน่ะเหรอคะ? ก็ดั่งคำกล่าวที่ว่ากันว่า "เจองู กับ เจอแขก ให้ตีแขกก่อน" นั่นแหละค่ะ
คือไม่ได้เกลียดอะไร "แขกอินเดีย" เป็นการส่วนตัวหรอกนะคะ (แต่แขกบังคลาเทศนี่อย่าให้ต้องพูดถึง)
แต่จากประสบการณ์ที่มาอยู่ต่างแดนในประเทศที่มีคนหลายชาติหลากภาษาแบบนี้
ก็ทำให้รู้ว่า อีพวกแขกนี่ (ประมาณ 80% ที่พบเจอ) ไม่ค่อยน่าคบหาเท่าไหร่
ก็ด้วยความเห็นแก่ตัว และขี้โกงของพวกเค้านั่นแหละ (แต่ก็ไม่ได้ทุกคนไปนะคะ ต้องออกตัวไว้ก่อน)
จะว่าไปแล้วนิสัยคนไทยก็โด่งดังใช้ได้เหมือนกันนะคะ
"ทำอะไรตามใจคือไทยแท้"
"คนไทยสายเสมอ"
"คนไทยชอบลอก ชอบโกง ชอบเลียนแบบ"
... เป็นต้น
แหม.. ดีๆทั้งนั้นเลยนะคะพี่ไทยเรา
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างชาติเค้าทึ่งคนไทยมากๆ ก็คือ คนไทยทุกคนรักในหลวงค่ะ ...
ไม่ได้แม้แต่คนไทยเท่านั้นนะคะที่รักในหลวงของเรา คนต่างชาติก็ชื่นชมพระองค์ท่านเช่นกัน
น่าภูมิใจนะคะที่เราเกิดมาใต้เบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสนพระทัยพสกนิกรอย่างแท้จริง
กลับมาที่หนังสือต่อ หนังสือเล่มนี้ อ่านได้เพลินๆค่ะ
เป็นหนังสือบันทึกการเดินทางที่ให้เราดื่มด่ำและอินกับบรรยากาศความพลุกพล่านและความเจ้าเล่ห์ของชาวอินเดีย แต่ให้หยิบมาอ่านซ้ำอีกก็คงต้องขอเว้นระยะไปอีกนานเลยค่ะ เพราะเรื่องมันไหลแต่ไม่ตรึงใจ
อาจจะหยิบมาอ่านซ้ำอีกทีตอนซื้อทัวร์ไปอินเดียก็ได้นะคะ
ปล. อย่าไปเรียกเหมาพวกแขกว่าเป็นพวกอินเดียหมดนะคะ ชาวบังคลาเทศมีเคืองแน่ คอนเฟิร์ม!!
แล้วมันก็ผ่านไป (จริงๆด้วยแหละปุ้ย)" ปัญหาถ้าแก้ไขได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวล ถ้าแก้ไขไม่ได้ กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์.." -ดาไลลามะ- วันร้ายๆที่หลอกหลอนก็ผ่านไป กลายเป็นวันที่โล่งงงงงง.. อย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณสองเดือนที่จะทำ thesis ให้เสร็จสมบูรณ์ จะได้พ้นจากนรกขุมนี้ซะที โย่วๆ ต่อไปก็จะจำสองปีกว่าๆที่ผ่านมานี้เป็นบทเรียนหลายข้อเลย ประการแรกคือ จะไม่ทำอะไรที่ฝีนใจตัวเองอีกแล้ว เพราะมันจะทำให้เราอึดอัด กดดัน แล้วพาลไปถึงขี้เกียจ ประการที่สองคือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะนอกจากเราจะหายใจไม่คล่องแล้ว ประการที่สามคือ ได้บททดสอบความ 'โต' ของตัวเอง รู้และเห็นได้ชัดว่าเรายังเด็กมาก ประการที่สี่คือ ไม่ว่าเราจะทุกข์ใจมากมายแค่ไหน ก็จะมีคนที่ทุกข์มากกว่าเราหลายเท่าอยู่สองคนเสมอ จริงๆมีอีกหลายข้อมากมาย แต่ช่างมันเถอะ เดี๋ยวจะยาวเกิน เอาพอกล้อมแกล้มๆ เนอะ
ปล. เสียดายคอนเสิร์ตน้าหมูพงษ์เทพ ถ้าอยู่เมืองไทยจะไม่มีพลาดเลยทีเดียวเชียว
6月4日 ห ล อ ก ตั ว เ อ ง อ ยู่ ไ ด้อารมณ์อึดอัดบอกไม่ถูก
อยากจะร้องไห้อยากจะร้องกรี้ดๆอยากจะเลิกทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยากดิ้นรนอะไรแล้ว
แต่มันติดที่ว่า "รู้สึกแย่"
เมื่อไหร่จะผ่านพ้นไปซะทีเนี่ย5月6日 เล็บมือนางไปกระแดะต่อเล็บมาหลายวันแล้ว แบบว่าเครียดอีหลีเด้อค่ะ
ดูสีเล็บซะก่อน แดงงงงงงงงงงงแรดมากๆ
ตอนแรกก็จะเอาสีอ่อนหรอก แต่พอทาแล้วขี้เหร่อ่ะ
เลยเปลี่ยนใจเอาสีนี้แทน สวยมั้ยไม่รู้ แต่แรดดี ชอบ
แดงได้ใจเนอะ... ... ... ...
แล้วสักพักก็กลายเป็นแบบนี้ ... ... ... เอาสติกเกอร์มาติดแล้วทา Top coat ทับอีกสองสามรอบ ดูดีขึ้นมั้ย??
4月27日 นึกถึงเพลง นึกถึงใคร
** เอา link เพลงออกไป เพราะว่า imeem มันห่วย **
แล้วก็มีเพลงนี้อีกเพลงนึง ไม่เคยได้ยินต้นฉบับเลยสักครั้งในชีวิต ได้ฟังครั้งแรกก็จากแม่ แม่ร้องให้ฟังตอนอาบน้ำให้บ่อยๆ (เป็นเด็กแว่นแต่เด็กไง) ขำดีอ่ะ เพิ่งจะมาได้ยินเอาตอนเกือบสามสิบนี่แหละ (แว่นวิเศษ)
ป่วยค่ะไม่สบายเข้าจริงๆแล้ว เมื่อวานนอนซมทั้งวันทั้งคืน ตื่นมาก็กินข้าวกินยา นอนต่อ ไข้ก็ทุเลาไปหน่อย
วันนี้ตื่นเช้ามาก็แสบคอมากๆ มึนหัว ไข้ขึ้นอีกรอบ ก็เลยกินข้าวให้มีแรง แต่ยังไม่กินยา เพราะว่ากลัวง่วงนอน
ตั้งใจจะอ่านหนังสือทำงานอาจารย์ให้เสร็จ จะได้ไปเจออาจารย์พรุ่งนี้ แต่ดูท่าแล้วจะไม่ไหว ป่วยอ่ะ
เลยขออาจารย์เลื่อนนัด แต่ไม่รู้ยังไง ติดต่อไม่ได้สักที ตกลงจะยังไงกันคะคุณครู
4月25日 Anzac Day + เพลงไทยโกอินเตอร์วันนี้เป็นวัน Anzac Day หรือก็ประมาณวันทหารผ่านศึกนั่นแหละ ถือเป็นวันหยุดราชการ
หลายๆที่ก็หยุด แต่ส่วนใหญ่มักจะหยุดครึ่งวันเช้า แล้วเปิดทำการหลังบ่ายโมงเป็นต้นไป
วันนี้ร้านน้องส้มก็เปิดขายปกติ เพราะงั้นวันนี้น้องส้มเลยได้ค่าแรงสองเท่า เย้ๆ (เพราะเป็นวันหยุดราชการไง)
แต่ก็เหนื่อยเป็นสองเท่าเหมือนกัน ลูกค้าเยอะมากเลย ทำกันแทบไม่ทัน
ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน กว่าจะได้กินก็เกือบเลิกงานแล้ว
น้องส้มทำแกงเขียวหวานให้กินกันหม้อนึงเต็มๆ อร่อยไม่อร่อยไม่รู้ แต่หิว กินอะไรก็ถูกปาก
ก่อนกลับก็มีลูกค้าวัยรุ่นนั่งเหลืออยู่โต๊ะสุดท้าย แล้วลูกค้าก็พูดเป็นภาษาไทยว่า "ขอบคุณคับ"
แล้วก็ซุบซิบๆอะไรกันไม่รู้ สักพักก็โพล่งร้องเพลงออกมา "ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ... ทำไมถึงทำกับชั้นได้"
ขำอ่ะ ฮ่าๆๆๆ เก่งว่ะ ร้องได้ด้วย เหมือนเด๊ะเลย
เค้าบอกว่าเค้าฟังมาจากเมืองไทยนั่นแหละ แล้วเค้าก็พยายามจดมาทีละคำๆ ใส่กระดาษเล็กๆเก็บไว้ร้อง
เค้าก็ถามว่ารู้จักมั้ย .. รู้จักสิ แต่ร้องได้แค่ท่อนนั้นเหมือนกัน ฮ่าๆๆ
มาฟังแบบเต็มๆได้ที่นี่เลย.. "ดูเธอทำ" ...จ๊อบ บรรจบ
ปล. ก่อนไปทำงานยังดีๆอยู่ กลับบ้านแล้วไข้ขึ้น ติดหวัดมาจากพี่นุกอ่ะ
3月25日 พึ่งศาสนาไม่สบายใจกับเรื่องเรียนเลยจริงๆ
เลยนั่งสมาธิท่องคาถาชินบัญชรไป 108 จบ
ตั้งแต่ 10 โมงถึงบ่ายสองโมงครึ่ง
เฮ้อ.. ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่เลย
3月17日 ปวดบ่าเมื่อคืนฝันว่ามีใครก็ไม่รู้มาทุบที่บ่าข้างขวา เป็นรอยจ้ำม่วงปื้ดเลย
พอใกล้ๆเช้าก็ปวดๆๆๆ ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาบิดๆนวดๆ เพราะว่ามันปวดบ่าจริงๆ
แต่ทำไงก็ไม่หาย เหมือนเส้นมันพลิก จะล้มตัวลงนอนใหม่ก็จัดท่าไม่ถูกเลย ท่าไหนก็ปวดก็ร้าว
ได้โวลทาเรนทาไปนิดนึงแล้ว ค่อยทุเลาลงหน่อย แต่ก็ยังปวดอยู่มาก
เป็นวันไหนไม่เป็น มาเป็นวันที่เริ่มกลับไปทำงานวันแรกอีก
ประเดิมวันดีซะด้วยนะ
3月16日 ติด (กับดัก) การพนันหลังจากที่ได้เงินรางวัลมาตลอด ณ เวลานี้น้องส้มมีแต่เสียครับผม
Lotto ก็โดนกินเรียบ Scratchies ก็ไม่มีรูปซ้ำเลยสักแผ่นนึง เฮ้อ..
นี่แหละน้า... คนเริ่มเล่นการพนัน แรกๆก็มักจะมีแต่ได้กับได้
หลอกล่อให้ติดใจ แล้วก็มาหักมุมเอาตอนท้าย
แต่ว่ายังไม่เลิกเล่นนะจ๊ะ แค่จะเล่นน้อยลง
ตั้งใจว่าจะเล่นแค่ Scratch วันละแผ่น
แล้วก็ Lotto สองวันเกม (ไม่ถือว่ามากหรอกมั้ง)
ติดการพนันผีพนันเข้าสิงน้องส้มค่ะ เข้าไม่ยอมออกเลยตอนนี้
น้องส้มกำลังติด Scratchies งอมแงมเลย มีทั้งแบบ $1, $2, $3, $5 และก็ $10
ที่ซื้อมาเล่นส่วนใหญ่ก็แบบละเหรียญ สนุกดี ขูดๆๆๆ
ถ้าเจอรูปที่เหมือนกันสามอันก็จะได้รางวัลตามนั้น เพลินดี ขำๆ
เล่นมาสักพัก ได้เงินมาเกือบจะ $100 แล้วมั้ง
ไม่ได้หวังจะได้เงินอะไรหรอก แต่มันสนุกดี
มันสนุกกว่า Lotto เยอะเลย คือซื้อมาแล้วขูด ก็จะรู้เลยว่าได้รางวัลมั้ย
แต่ Lotto เนี่ย จะต้องรอเวลากว่าผลจะออก กว่าจะรู้ผลก็ลืมลุ้นไปละ
การพนันนี่ไม่อยู่ในศีล 5 ใช่มั้ย
แต่มันก็เป็นอบายมุขแหละเนอะ
3月13日 เล็กๆน้อยๆวันนี้
3月11日 พัง และก็พัง อะไรว้า...เตาไฟฟ้าในครัวพัง
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
อุ่นแกงอยู่ดีๆ
ไฟก็แล่บแปลบๆ
แล้วก็หยุดร้อนไปเฉยๆ
อะไรว้า...
กาต้มน้ำในครัวพัง
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ต้มน้ำอยู่ดีๆ
พอยกขึ้นก็มีชิ้นส่วนสีฟ้าหล่นมา
แล้วก็กดสวิตท์ไม่ได้อีกเลย
อะไรว้า...
ซื้อกามาใหม่แล้ว แต่เตาไฟยังพังอยู่
อะไรว้า...
3月9日 เค้าว่าเราไม่ใช่ลูกแม่มีคนมาทักแม่บอกว่า แม่ไปขโมยลูกคนอื่นเค้ามานะเนี่ย!!
คือแบบว่า น้องส้มเนี่ย จริงๆต้องไป "เกิด" เป็นลูกคนอื่น แต่แม่ไปขโมยมา
เอ้า... แล้วมันแปลว่าอะไรล่ะนั่น??
ตอนแม่เล่าให้ฟังก็ยังเฉยๆ แต่พอนั่งนึกๆไปสักพัก ก็ค่อยๆเหวอ
เอ้า... แล้วเราไม่ใช่ลูกแม่เหรอนั่น??
รู้สึกเหมือนเป็นลูกนอกไส้ ถูกเก็บมากองขยะยังไงไม่รู้ (นางเอกละครน้ำเน่ามากๆ)
จิตตกไปแว่บนึง แล้วก็คิดได้ว่า เราก็ลูกแม่นะ มุดออกมาจากพุงกลมๆของแม่เองเลย
แม่จะขโมยใครมาหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตอนนี้น้องส้มก็ลูกแม่อ่ะ ไม่รู้แหละ
ถึงแม้ว่าจริงๆน้องส้มจะต้องไป "เกิด" เป็นลูกของใครก็ตาม
แต่ว่าน้องส้มก็ดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกของแม่เจ๋า (พ่อเทพด้วยนะจ๊ะ)
ใครจะใจดีเท่าพ่อเทพแม่เจ๋าไม่มีอีกแล้ว จริงๆ 3月7日 แว่นหักประจำปีนอนเล่นอยู่ดีๆ ขาแว่นหักป๊อก!! ... เหวอ... ถึงคราวซวยอีกแล้วกู
เอารีบเอาไปที่ร้าน เผื่อมันยังอยู่ในประกัน คือหนึ่งปี
เพราะถ้าอยู่ในช่วงประกัน เค้าจะเปลี่ยนแว่นใหม่ให้เลยในราคาครึ่งเดียว
แต่ปรากฎว่าเลยประกันมาแล้ว แค่ไม่กี่เดือน เสียดายๆ
เค้าบอกว่าจะซ่อมก็ไม่ได้ เพราะมันหักไปเลย ต้องสั่งชิ้นส่วนมาเปลี่ยนเอา
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะหาได้มั้ย เดี๋ยววันจันทร์จะโทรมาบอกพร้อมราคา
จะลงทุนตัดแว่นใหม่เลยก็เสียดายตังค์ หกเจ็ดร้อยดอลล์ ฮือๆๆ แพงอ่ะ
นี่ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เอาสก๊อตเทปติดขาแว่นเข้ากับกรอบเอาไว้ก่อน
ตอนนี้ถ้าจะออกนอกบ้าน จะใส่แว่นปะสก๊อตเทปไปโชว์เค้าก็อ๊ายอาย..
ก็ต้องใส่คอนแทคเลนส์ไปก่อน แต่ก็ไม่อยากใส่นาน
เพราะว่าตาเพิ่งจะหายอักเสบจากการใส่คอนแทคคราวที่แล้ว
จริงๆถ้าเลี่ยงได้ก็จะไม่ใส่เลย แต่คราวนี้มันจำเป็นจริงๆ
หรือว่าจะตัดแว่นสำรองไว้อีกอันดีนะ มันหักบ่อยจริงๆ
เกือบปีละครั้งเลยนะยะหล่อน
3月6日 บริจาคเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่ล้นตู้ ที่ไม่ใส่เพราะว่าใส่ไม่ได้แล้ว มันยัดไม่ลง
เสื้อผ้าพวกนี้ก็จะถูกส้มส่งไปบริจาคตามมูลนิธิต่างๆ
เมื่อก่อนมันจะมีตู้รับบริจาคเสื้อผ้าโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ระหว่างทางเดินไปทำงานที่ร้าน
แต่เดี๋ยวนี้เค้าเอาตู้เก็บกลับไปแล้ว เพราะว่าคนมักจะเอา "ขยะ" มาทิ้ง
พวกขยะที่ว่านี้ ไม่ใช่แบบขยะเปียกนะคะ แต่เป็นขยะประเภทเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
ที่เรียกว่า "ขยะ" เพราะว่ามันเป็นของที่ไม่ใช้และไม่ต้องการแล้ว เค้าเลยเอามาตั้งทิ้งไว้ใกล้ๆตู้
เหมือนจะใจบุญ แต่แท้จริงแล้วคือเป็นข้ออ้าง จะได้ไม่ต้องจ้างบริษัทขนขยะมาขนไปทิ้ง
(ทิ้งเรื่อยเปื่อยซื้อซั้วไม่ได้นะคะ รถขยะไม่เก็บ แถมโดนปรับหลายอีกตะหากนะคะ)
แล้วปัญหาก็ตามมาสิคะ เพราะมูลนิธินี้เค้ารับบริจาคแต่เสื้อผ้าอย่างเดียว
นานๆเค้าจะมาเก็บเสื้อผ้าตามตู้ทีนึง ประมาณเดือนสองเดือนครั้ง
แล้วอีพวกเฟอร์นิเจอร์เก่าๆตากแดดทิ้งไว้ ทีวีเปียกฝนไม่รู้กี่วันต่อกี่วัน ของพวกนั้นก็ถูกทิ้งรกอยู่อย่างนั้น
ที่นี้ใครจะรับผิดชอบพวก "ขยะ" พวกนั้นล่ะ
(อันนี้น้องส้มก็ไม่รู้ เพราะว่าอยู่ๆมันก็หายไป แล้วเดี๋ยวก็มีพวกมักง่ายมาวางอีก)
สุดท้ายวิธีการแก้ปัญหาของเค้าก็คือ เอาตู้บริจาคกลับไปซะเลย คงอารมณ์แบบ...
-- กูไม่รับบริจาคแม่งแล้ว ก็บอกอยู่ว่าเอาแค่เสื้อผ้าๆ อีพวกห่านี้ไม่อ่านป้ายเลย --
หลังจากนั้น น้องส้มก็หยุดบริจาคเสื้อผ้าไประยะหนึ่ง
จนเมื่อไม่นานมานี้ น้องส้มก็เจอมูลนิธิสองที่ไม่ไกลจากบ้านนัก นั่งรถไฟไปนิดเดียว
มูลนิธิแรกก็คือ The Smith Family เค้ามีร้านขายของมือสองอยู่แถวบ้าน
ของมือสองเหล่านี้ เค้าได้มาจากการบริจาคเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องนอน
แล้วก็เอามาตั้งราคาขาย หารายได้เป็นตัวเงินอีกที
มูลนิธิที่สองก็คือ St Vincent de Paul Society Australia
เค้าก็มีวงจรเหมือนๆกัน รับของบริจาคมาขายเอาเงิน
แต่ที่สาขาแถวบ้านส้มนี่ เค้ามีสารพัดอย่างจริงๆ
ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ เสื้อผ้า ตุ๊กตา ที่ถักนิตติ้ง ไปยันกระดุม
(อีพวกข้างบน ทำไมแม่งไม่ติดต่อให้เค้าไปเอาที่บ้านเล่า มาทิ้งของเลอะเทอะทำไม๊)
อีสองร้านนี้แหละที่ช่วงนี้น้องส้มไปเดินดูของบ่อยๆ เพราะของหลากหลายดี
บางครั้งก็มีของดีๆมา ราคาก็ไม่แพง เพราะว่าเป็นของมือสองอ่ะนะ
บางครั้งก็ได้ของใช้ราคาถูกๆ เช่น ถ้วยชามแก้วราคา $1 เดียว น้องส้มไปสอยมาแล้ว
ไปอุดหนุนเอาเงินเข้าร้านเค้าไปแล้ว เข้าใจธุรกิจขององค์กรนี้ระดับนึงแล้ว
ก็เลยตัดสินใจเอาของไปบริจาคมั่ง เอาไปบริจาคที่ St Vincent de Paul นี่แหละ
เพราะว่าเค้าเป็นร้านใหญ่ รับของทุกชนิด แล้วก็มีกระบะให้เอาของบริจาคไปใส่ได้เองเลย
ไม่ยุ่งยากดี น้องส้มก็เลยขนเสื้อผ้าตัวเล็กๆและกระเป๋าหลายใบเอาไปให้
จากนั้นก็ไปเยี่ยมชมกิจการอยู่บ่อยๆ ก็อยากรู้ว่าเมื่อไหร่เค้าจะเอาของของเรามาขายสักที
จนเมื่อวันก่อนก็แวะไปอีก เจอะแล้วค่ะ ทั้งกระเป๋า ทั้งเสื้อผ้าเลย
กระเป๋าเค้าขายใบละประมาณ $5 เสื้อผ้ากางเกงก็ประมาณ $5 เหมือนกัน
กระเป๋าบางใบน้องส้มก็ซื้อมาราคา $5 นี่แหละ บางใบก็ของแถม บางใบก็แพงกว่า
กางเกงนี่ น้องส้มซื้อมาจาก Outlet ตัวละ $2 ได้ แต่เค้ามาติดป้ายขาย $5
เสื้อยืดซื้อมาจากเมืองไทยตัวละ 199 เค้าขาย $5 เหมือนกัน
(เสื้อผ้าของใช้ทั้งหลายส่วนมากราคาประมาณ $5 เนี่ยแหละค่ะ)
เวลาน้องส้มไปร้านเสื้อผ้ามือสอง ก็จะดูของที่มียี่ห้อขึ้นมาหน่อย
อาจจะได้ของมือสอง ราคาถูก แต่คุณภาพและยี่ห้อดีพอควร ก็จะคุ้มนิดนึง
เพราะบางตัวบางยี่ห้อเช่น ยี่ห้อ Tightrope เสื้อผ้าร้านนี้จะถูกมาก ราคาไม่เกิน $10 ทั้งร้าน
แต่มูลนิธิมาตั้งราคาขายใหม่ กลับแพงกว่าของใหม่ในห้างซะอีก
แต่ก็มีคนซื้อนะคะ อาจจะเพราะด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง
เช่นชอบแบบเสื้อผ้าตัวนั้น หรือหาซื้อไม่ได้แล้ว
หรือไม่รู้ว่าปกติมันราคาถูกกว่านี้ หรือพอใจที่จะเสียเงินแพงกว่าเพื่อช่วยมูลนิธิก็ตามแต่
ทำให้รู้เลยว่า การซื้อของเนี่ย ราคามันขึ้นกับความพอใจที่จะจ่ายจริงๆ
ถึงว่ามันจะถูกแพงยังไง ถ้าพอใจที่จะซื้อก็ถือว่าแฟร์นะ
ดีใจที่ได้เจอของๆเราวางขายอยู่
ดีใจที่ได้ของใหม่ (แต่เป็นของเก่าของคนอื่น) ในราคาย่อมเยา
ดีใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ทั้งจากการซื้อของและบริจาคของ
เพราะงั้นต้องไปอุดหนุนเค้าเรื่อยๆ (ฮ่าๆ ไม่ใช่ละ)
|
ทักทายกันหน่อยนะจ๊ะ
ppui撰寫:
แก....กลับ 25ใช่ไหม...
กลับมาแล้วนัดเจอกัน แกหมดทัวร์ญาติๆเมื่อไร บอกด้วยๆ
12 月 23 日
Ratana撰寫:
ไปดูที่ multiply จิ แต่ชั้นว่าแกน่าจะเคยเห็นรูปล้วมั๊ง
10 月 31 日
คงไม่ได้กลับอ่ะ เพราะเพิ่งกลับเมื่อตอนกันยาที่ผ่านมา
เพราะแม่ผ่าตัดมดลูก อาจจะกลับอีกทีปีหน้าเลยอ่ะ
10 月 27 日
เพิ่งได้เปิดดู
โห......อลังการงานสร้างน่ะเนี่ยะ...........น้องเรา
9 月 17 日
tunyanat撰寫:
โหส้มจินตนาการความฝันได้กว้างไกลมากพี่ไม่เคยฝันแบบนี้ได้เลยนะนี่ อีกอย่างชอบมากเกี่ยวกับคำแนะนำเครื่องสำอางค์
9 月 12 日
|
||||
|
|